อิทธิพลของนโยบายการเงินสหรัฐต่อราคาทองคำ

ถึงแม้ว่าทองคำจะได้ชื่อว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและเป็นที่ต้องการของนักลงทุนทั่วโลก การกำหนดราคาทองคำจะเกิดจากความต้องการซื้อและความต้องขายอย่างอิสระ แต่ราคาทองคำก็ยังถูกอิทธิพลทางอ้อมจากนโยบายการเงินสหรัฐฯ ด้วยความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ดึงดูดด้วยอัตราดอกเบี้ยให้น่าลงทุนมากกว่าทองคำ

FED คืออะไร

FED หรือ The Federal Reserve ก็คือ ธนาคารกลางของสหรัฐฯ เป็นผู้กำหนดนโยบายทางการเงินของประเทศสหรัฐอเมริกา

  • ก่อตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 1913 โดยพระราชบัญญัติ Federal Reserve Act ผ่านการลงนามของประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน
  • หน้าที่หลักคือการดำเนินนโยบายทางการเงินส่งเสริมการจ้างงานสูงสุด รักษาเสถียรภาพทางราคา และควบคุมอัตราดอกเบี้ยระยะยาว
  • เป็นองค์กรอิสระสามารถกำหนดนโยบายทางการเงินโดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากฝ่ายบริหารหรือสภานิติบัญญัติ
  • ประธานเฟด รองประธาน และรองประธานผู้ดูแล จะได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ การดำรงตำแหน่งมีวาระ 4 ปี
  • โดยผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีทั้ง 3 ตำแหน่ง จะต้องอยู่ในคณะผู้ว่าการระบบธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve Board) ประกอบด้วยผู้ว่าการ 7 คน มีวาระทั้งหมด 14 ปี
  • คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Open Market Committee) เป็นผู้กำหนดและตัดสินใจเรื่องนโยบายการเงิน ประกอบด้วย คณะผู้ว่าการระบบธนาคารกลางสหรัฐฯและผู้ว่าธนาคารกลาง 12 คน
  • จะมีการจัดประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ FOMC โดยจะมีการจัดประชุมปีละ 8 ครั้ง
  • การจัดประชุม FOMC แต่ละครั้งจะมีผู้เข้าร่วมประชุมจากคณะผู้ว่าการระบบธนาคารกลางสหรัฐฯ, ผู้ว่าการธนาคารกลาง New York 1 คน และผู้ว่าธนาคารกลางจาก 11 ที่เหลือจะหมุนเวียนกันอีก 4 คน

นโยบายการเงินคืออะไร

  • เป็นนโยบายที่ธนาคารกลางสหรัฐฯหรือธนาคารกลางทั่วโลกใช้เพื่อดูแลรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ และช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจของประเทศสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
  • เป็นการออกนโยบายให้สามารถใช้เครื่องมือทางการเงินให้ตอบวัตถุประสงค์ตามที่ธนาคารกลางต้องการ
  • ตัวอย่างนโยบายการเงิน เช่น การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย, การซื้อขายพันธบัตร, การเพิ่มลดสัดส่วนเงินสดสำรองของธนาคาร รวมไปถึงกำหนดปริมาณเงินที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ เป็นต้น

นโยบายการเงินและนโยบายการคลังแตกต่างกันอย่างไร

  • นโยบายการเงิน จะถูกกำหนดนโยบายโดยธนาคารกลาง ซึ่งเป็นนโยบายการเงินที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ ที่ก่อให้เกิดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและเกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน
  • นโยบายการคลัง จะถูกกำหนดนโยบายโดยรัฐบาล ที่เป็นนโยบายการเงินของรัฐบาลในเรื่องของงบประมาณรายรับ-รายจ่าย

นโยบายการเงินมีอะไรบ้าง

นโยบายการเงินของธนาคารกลางจะมี 2 แบบด้วยกัน คือ นโยบายการเงินแบบเข้มงวดและนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย

นโยบายการเงินของธนาคารกลางมี 2 แบบ คือ 1. นโยบายการเงินแบบเข้มงวด การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยช่วยคุ้มเงินเฟ้อ, ขายพันธบัตรดูดเงินออกจากระบบ และเพิ่มสัดส่วนเงินสำรองธนาคารพาณิชย์ลดการกู้ 2. นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย การลดอัตราดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจ, ซื้อพันธบัตรฉีดเงินเข้าระบบ และลดสัดส่วนเงินสำรองธนาคารพาณิชย์เพิ่มการกู้

  • นโยบายการเงินแบบเข้มงวด
    • เป็นนโยบายที่ถูกนำมาใช้เมื่อเศรษฐกิจมีการเติบโตมากเกินไป หรือเรียกว่าเศรษฐกิจร้อนแรง ส่งผลราคาสินค้าและบริการมีราคาแพงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเงินเฟ้อสูง
    • การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
      • ธนาคารกลางจะทำการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากเพิ่มขึ้น
      • เมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินฝากเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ประชาชนลดการใช้จ่ายเก็บออมเงินมากขึ้น เพื่อนำเงินฝากธนาคารเพื่อหวังผลกำไรที่ได้จากดอกเบี้ยนั่นเอง
      • เมื่ออัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การลงทุนและการขยายการผลิตของภาคธุรกิจก็จะลดลงไปด้วย ทำให้ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้าลง
      • อัตราเงินเฟ้อลดลงมา เศรษฐกิจก็จะกลับมาเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพ
    • การขายพันธบัตรรัฐบาลหรือเอกชน
      • เพื่อดึงสภาพคล่องออกจากระบบการเงิน ทำให้เม็ดเงินออกจากภาครัฐบาลและเอกชน ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจลดลง ลดการใช้จ่าย ลดการลงทุนในเศรษฐกิจ
      • ตัวอย่างเช่น การทำ QT ของธนาคารกลางสหรัฐฯ เป็นการดูดเงินจากระบบเพื่อลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ เป็นการขายสินทรัพย์ที่เป็นผลมาจากการทำ QE นั่นเอง
      • หรือปล่อยให้พันธบัตรรัฐบาลหมดอายุไปไม่มีการซื้อเพิ่ม
    • การเพิ่มสัดส่วนเงินสดสำรองของธนาคารพาณิชย์
      • ทำให้ธนาคารพาณิชย์มีเงินสดส่วนเกินลดลง ส่งผลธนาคารต้องเข้มงวดในการปล่อยกู้เงินเนื่องจากมีปริมาณเงินลดลงที่จะสามารถปล่อยกู้ได้ ลดการลงทุน
  • นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย
    • เป็นนโยบายการเงินที่ถูกใช้เมื่อเศรษฐกิจอยู่ในภาวะซบเซา คนไม่ค่อยจับจ่าย เพื่อนำมากระตุ้นเศรษฐกิจ
    • ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
      • ธนาคารกลางปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากลดลง
      • ส่งผลให้ประชาชนนำเงินที่ฝากอยู่ในธนาคารมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น
      • ต้นทุนทางการเงินถูกลงส่งผลให้ภาคธุรกิจสามารถกู้ยืมเงินไปขยายธุรกิจ หรือมาลงทุนในธุรกิจมากขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจกลับมาคึกคักอีกครั้ง
    • การซื้อพันธบัตรรัฐบาลและเอกชน
      • เป็นการเพิ่มสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงิน ส่งผลให้มีปริมาณเงินเข้าสู่รัฐบาลและเอกสาร เป็นการเพิ่มปริมาณเงินในเศรษฐกิจ และเป็นการลดอัตราดอกเบี้ยในระบบลง
      • กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย และการลงทุนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น
      • ตัวอย่างเช่น การทำ QE ของธนาคารกลางสหรัฐฯ ด้วยการซื้อพันธบัตรธนาคารพาณิชย์ส่งผลให้ธนาคารมีสภาพคล่องมากพอที่จะนำเงินมาปล่อยกู้กระตุ้นเศรษฐกิจ
    • การลดสัดส่วนเงินสดสำรองของธนาคารพาณิชย์
      • ธนาคารมีเงินสดส่วนเกินมากพอนำเงินดังกล่าวไปปล่อยกู้ เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทาง

ข้อดีของการดำเนินนโยบายการเงิน

  • การดำเนินการนโยบายการเงินของธนาคารกลาง ก็เพื่อปรับความต้องการของสินค้าและบริการในระบบให้เข้าสู่สภาวะปกติ
  • เมื่อเศรษฐกิจขยายตัวอย่างร้อนแรง มีความต้องการในสินค้าหรือบริการมากกว่าความสามารถในการผลิต เฟดจะทำการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดความต้องการนั้นลง ลดเงินเฟ้อและการจ้างงานเข้าสู่สภาวะปกติ
  • เมื่อความต้องการสินค้าและบริการน้อยกว่าความสามารถในการผลิต เฟดจะทำการลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนมีการจ้างงานและส่งผลให้เงินเฟ้อเข้าสู่ภาวะปกติ

ข้อเสียของการดำเนินนโยบายการเงิน

  • ผู้ดำเนินการนโยบายการเงินจะต้องมีความเชี่ยวชาญสูงมากในการมองเศรษฐกิจ เพราะว่าการใส่ยาแรงเกินไปอาจจะทำให้เศรษฐกิจเกิดผลกระทบจนเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือตกต่ำได้

ผลกระทบของนโยบายการเงินสหรัฐต่อราคาทองคำ

นโยบายการเงินของเฟดที่นักลงทุนทั่วโลกต่างให้ความสนใจอย่างมากก็คือ การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ส่งผลต่อราคาทองคำโดยตรง เพื่อให้เข้าใจอัตราดอกเบี้ยนโยบายมากขึ้นจะขออธิบายความหมาย การทำงานและผลกระทบที่เกิดขึ้น

อัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดคืออะไร

  • เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์ใช้อ้างอิงอัตราเงินกู้ยืมและอัตราฝากเงิน เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการเงินที่ธนาคารกลางสหรัฐฯหรือธนาคารกลางทั่วโลกใช้รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

วิธีการทำงานของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด

  • อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (The Federal funds rate) คืออัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์ต้องจ่ายเพื่อที่จะยืมเงินสำรองจากธนาคารอื่นในระยะเวลาสั้น ๆ โดยจะมีหน่วยเป็นวัน
  • กระบวนการเกิดธุรกรรมทางการเงินที่ไม่ใช่เงินสด เช่น การโอนเงินผ่านแอปธนาคารหรือจ่ายผ่านบัตรเครดิต ซึ่งธนาคารพาณิชย์มีการเก็บเงินสำรองไว้ที่ธนาคารกลาง เพื่อรองรับธุรกรรมทางการเงินเหล่านี้
    • ตัวอย่างเช่น การโอนเงินจากแบงค์ A ไปยัง แบงค์ B ทางเฟดก็จะทำการลบตัวเงินจากบัญชีเงินสำรองของแบงค์ A แล้วไปบวกเพิ่มในบัญชีสำรองของแบงค์ B
  • เงินสำรองยังมีไว้จำเป็นต้องใช้เป็นสภาพคล่องและเผื่อความต้องการด้านกฎหมายต่าง ๆ
  • เงินสำรองนี้สามารถยืมกันไปมาระหว่างธนาคารได้ในรูปแบบของการยืมเงินระยะสั้น
  • เงินสำรองที่ธนาคารต่าง ๆ ที่ฝากไว้ที่เฟดนอกจากจะเป็นแหล่งเงินทุนแล้วยังเป็นการลงทุนได้อีกด้วย
  • เฟดจะไม่ได้บอกแต่ละธนาคารโดยตรงว่ามีการปรับอัตราดอกเบี้ยแต่จะเป็นการปรับอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารมาวางเงินสำรองไว้ที่เฟด
  • เมื่อ The Federal funds rate ที่สูงขึ้นหรือต้นทุนการกู้ยืมเงินระยะสั้นสูงขึ้น ธนาคารพาณิชย์ก็จะปล่อยกู้ระยะสั้นแก่ธนาคารอื่น ๆ ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเช่นกัน
  • เฟดจะออกมาบอกล่วงหน้าว่าจะมีการขึ้นลงอัตราดอกเบี้ยเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจเป็นอย่างไร จะมีการปรับกี่ครั้ง เพราะว่าจะมีผลต่ออัตราดอกเบี้ยในระยะยาว

ผลกระทบของการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด

  • การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้น
  • ตั้งแต่ปี 2020 ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯต้องหยุดชะงักจนเข้าสู่ภาวะซบเซา ทำให้เฟดได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0.25% ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 ถึง มกราคม 2022

กราฟแสดงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดที่ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 0.25% ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2020 ถึง มกราคม 2022 ที่มา tradingeconomics.com

  • พร้อมมีการใช้มาตรการ QE เป็นหนึ่งในนโยบายการเงินเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับเศรษฐกิจ ผ่านการเข้าซื้อพันธบัตรของรัฐบาล ตราสารหนี้ของรัฐและเอกชน รวมมูลค่ากว่า 10.8 ล้านล้านดอลลาร์
  • เป็นมาตรการที่ช่วยภาครัฐแบกรับหนี้สินการคืนผลตอบแทนให้กับผู้ถือพันธบัตรลดลง อีกทั้งมาตรการ QE ยังสามารถอัดฉีดเงินตามปริมาณที่ต้องการ เพื่อนำเงินดังกล่าวไปกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • การอัดฉีดเงินปริมาณมหาศาลของเฟด ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความกังวลสาเหตุหลักก็คือ การพิมพ์เงินเข้าสู่ระบบเพิ่มโดยที่ไม่มีการใช้ทองคำ ด้วยแรงหนุนของเศรษฐกิจซบเซาทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้น

หลังจากเกิดโควิด-19 ระบาดอย่างหนักในสหรัฐฯ ทำให้ทองคำราคาร่วงหนักไปที่ 1,484 ดอลลาร์ในวันที่ 20 มีนาคม 2020 ที่มา goldprice.org

เมื่อเฟดประกาศลดอัตราดอกเบี้ยและใช้มาตรการ QE ส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องจนวันที่ 7 สิงหาคม 2020 เกิดราคาทองสูงสุดใหม่ที่ 2,032.16 ดอลลาร์ ที่มา goldprice.org

ผลกระทบของการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด

  • การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดส่งผลให้ราคาทองคำลดลง
  • ในช่วงต้นปี 2022 เงินเฟ้อของสหรัฐฯ พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในรอบ 40 ปี สาเหตุมาจากผลกระทบของโควิด-19 ที่ทำให้สินค้าขาดแคลน ส่งผลให้ราคาอาหารและพลังงานแพงขึ้น

CPI (Consumer Price Index) ดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐฯ เป็นตัวเลขสถิติที่ใช้วัดค่าการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคใช้ประจำ จะพบว่ามีการเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2021 จนสูงสุดในเดือนกรกฎาคม 2022 และค่อยปรับตัวลดลงมา ที่มา Investing.com

  • ทำให้เฟดต้องใส่ยาแรงเพื่อลดเงินเฟ้อด้วยมาตรการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2022 ถึงเดือนกรกฎาคม 2023 จาก 0.25% มาเป็น 5.50% และมีการใช้มาตรการ QT

การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดเพื่อแก้ปัญหาอัตราเงินเฟ้อสูงตั้งแต่เดือนมีนาคม 2022 ถึงเดือนกรกฎาคม 2023 จาก 0.25% มาเป็น 5.50% ที่มา Investing.com

  • ในช่วงแรกของการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความกังวลว่าจะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงจนเกิดเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ขึ้นในปี 2023 และ 2024
  • เนื่องจากมีสถิติที่สำคัญในอดีตพบว่าการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของเฟด 13 ครั้ง มี 10 ครั้งใน 13 ครั้งที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยและมีแค่เพียง 3 ครั้งที่สามารถหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Soft Landing)
  • แต่ด้วยผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาทองคำลดลงต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม 2022 ถึงเดือนตุลาคม 2022 จากประมาณ 1,996 ดอลลาร์ลงไปที่ประมาณ 1,632.44 ดอลลาร์

เดือนมีนาคม 2022 ราคาทองคำ 1,996 ดอลลาร์ ที่มา goldprice.org

เดือนตุลาคม 2022 ราคาทองคำ 1,632.44 ดอลลาร์ ที่มา goldprice.org

  • ในเดือนพฤศจิกายน 2022 เฟดได้ส่งสัญญาณอย่างจริงจังว่าจะมีการชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อไม่ให้เกิดเศรษฐกิจสหรัฐฯ ตกต่ำอย่างรุนแรง ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นต้นมา
  • ในปลายปี 2023 เฟดได้ส่งสัญญาณอีกครั้งว่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงปี 2024 ถึง 3 ครั้งแต่เดือนมีนาคม 2024 ก็ยังคงอัตราดอกเบี้ยเดิมไว้ร่วมกับสถานการณ์อื่น ๆ ส่งผลให้ราคาทองคำขึ้นต่อเนื่องจนเกิดราคาสูงสุดใหม่ในเดือนเมษายน
  • จากข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ, อัตราดอกเบี้ยของเฟด และราคาทองคำ จะพบว่าอัตราเงินเฟ้อไม่สามารถเอาชนะการส่งสัญญาณของเฟดได้ ถึงแม้ตามทฤษฎีราคาทองคำจะต้องขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อก็ตาม
  • สะท้อนให้เห็นได้ว่านโยบายการเงินของสหรัฐฯมีผลต่อราคาทองคำอย่างมาก

บทสรุป

ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมาเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของนโยบายการเงินสหรัฐต่อราคาทองคำ การติดตามนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ถือว่าสำคัญมากสำหรับเทรดเดอร์ เพราะหลังจากที่มีการประกาศนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ออกมาแล้ว ก็จะทำให้ราคาทองคำเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกับนโยบายการเงินของเฟดเสมอ

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *