ตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมามีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโลก ก็คือ ระบบเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไป จุดเริ่มต้นมาจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ การแพร่ระบาดของโควิด-19 และความตึงเครียดทางรัฐภูมิศาสตร์ และสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบมาอย่างต่อเนื่องจนเกิดความไม่แน่นอนในทิศทางของเศรษฐกิจโลก
ซึ่งทำให้นักลงทุนเกิดความกลัวเริ่มหันมาลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น และสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ก็คือ ทองคำ นั่นเอง
5 เหตุผลที่คนลงทุนในทองคำ
ทองคำถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนและผู้บริโภคทั่วไปมีความต้องการอยู่เสมอ และนี่คือเหตุผลที่ผู้คนมักเลือกลงทุนในทองคำ
- มีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการอยู่เสมอ
- ในระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมาพบว่าแนวโน้มของราคาทองคำเป็นขาขึ้น ส่งผลให้ทองคำมีราคาสูง
- ด้วยคุณสมบัติของทองคำที่แสดงออกถึงความมั่นคั่งและอำนาจ ส่งผลให้ผู้คนนิยมบริโภคทองคำในรูปแบบของเครื่องประดับ โดยเฉพาะชาวจีนและอินเดียทองคำจึงเป็นที่ต้องการ
- รวมไปถึงการลงทุนเกร็งกำไรและภาคอุตสาหกรรมชั้นนำ
- ราคาทองคำปรับตัวขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ
- อัตราเงินเฟ้อเกิดจากต้นทุนในการผลิตสูงหรือความต้องการสูงมากกว่าการผลิต แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีผลต่อราคาทองคำที่ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนเงินเฟ้อไม่สามารถทำอะไรได้
- ผลตอบแทนในการลงทุนสูงมาก
- บางวิกฤตเศรษฐกิจอย่างวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เพียงระยะเวลา 4 ปี ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 80% เฉลี่ยปีละ 20% ถือว่ามีผลตอบแทนที่สูงมาก
- ทองคำจึงเป็นที่นิยมลงทุนอย่างมากในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจจากนักลงทุนรายย่อยและรายใหญ่
- เป็นสินทรัพย์ระดับสากล
- ทองคำถูกใช้ให้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศที่สามารถสร้างเสถียรภาพด้านต่างประเทศให้กับธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ ได้
- ทองคำจึงเป็นสินทรัพย์ที่ธนาคารกลางทั่วโลกนิยมถือครอง ส่งผลให้คนทั่วโลกเชื่อถือในการลงทุนทองคำมากยิ่งขึ้น
- ตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมาธนาคารกลางหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยด้วย ได้ทำการเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านต่างประเทศในอนาคตให้มั่นคงมากขึ้น
- หลุมหลบภัยของนักลงทุน
- หากมองระยะสั้นแค่เพียง 20 ปีที่ผ่านเมื่อเกิดภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจต่าง ๆ สินทรัพย์ต่างพากันลดมูลค่าลงรวมไปถึงค่าเงินด้วย มีแต่เพียงทองคำเท่านั้นที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น
- เมื่อมีข่าวสำคัญที่ไม่ดีเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกออกมาจะส่งผลรุนแรงต่อราคาทองคำให้ปรับตัวสูงขึ้น นั่นหมายความว่า นักลงทุนเทขายสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงนำไปลงทุนในทองคำแทน
- การลงทุนทองคำมีความเสี่ยงต่ำในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ จึงเป็นหลุมหลบภัยชั้นดีของนักลงทุน

ความสัมพันธ์ระหว่างทองคำกับเศรษฐกิจ
ข่าวเศรษฐกิจโลกมักจะสะท้อนทิศทางราคาทองคำได้เสมอ ก็คือ เมื่อสภาวะเศรษฐกิจถดถอยส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นทันที เพื่อให้การคาดการณ์ราคาทองคำแม่นยำขึ้น นักลงทุนควรรู้จักตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญและวัฎจักรเศรษฐกิจว่ามีอะไรบ้าง
ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญที่ควรติดตามมีอะไรบ้าง
หากเป็นนักลงทุนเทรด XAUUSD ควรติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ เนื่องจากราคาทองคำจะผูกกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ตัวเลขเหล่านี้จะสะท้อนแนวโน้มของราคาทองคำได้เป็นอย่างดี ดังนี้
- NFP (Non-Farm Payrolls)
- ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐฯ มีการประกาศตัวเลขทุกศุกร์ของเดือน
- เป็นตัวเลขที่สะท้อนภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้เป็นอย่างดี ส่งผลต่อราคาทองคำเป็นอย่างมาก
- ถ้าตัวเลข Non-Farm สูงขึ้นแสดงว่าเศรษฐกิจกำลังขยายตัว มีการจ้างงานมากขึ้น ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่า ราคาทองคำปรับตัวลดลง
- ถ้าตัวเลข Non-Farm ต่ำกว่าคาด ดอลลาร์อ่อนค่า ทองคำปรับตัวสูงขึ้น
- CPI
- CPI (Consumer Price Index) ดัชนีราคาผู้บริโภค มีการประกาศตัวเลขทุกเดือน
- ตัวเลขที่ใช้วัดการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการในครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในเขตเมือง เพื่อสะท้อนอัตราเงินเฟ้อ
- เป็นตัวเลขที่สำคัญต่อราคาทองคำมากอีกเช่นกัน เป็นตัวเลขที่บอกสัญญาณของอัตราเงินเฟ้อและจะส่งผลต่อทิศทางของอัตราดอกเบี้ยของเฟตที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
- ถ้าตัวเลข CPI สูงกว่าที่คาด สะท้อนว่าการเติบโตเศรษฐกิจดี ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ราคาทองคำลดลง
- ถ้าค่า CPI ต่ำกว่าที่คาด สะท้อนว่าการเติบโตเศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอยได้ ดอลลาร์อ่อนค่าลง ราคาทองคำจะเพิ่มขึ้น
- GDP
- ดัชนี GDP (Gross Domestic Product)
- เป็นตัวเลขพื้นฐานที่สะท้อนให้เห็นภาพโดยรวมการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ
- มีผลต่อราคาทองคำอย่างมาก เนื่องจากมองเห็นทิศทางของเศรษฐกิจ
- ถ้าตัวเลขค่า GDP สูงกว่าที่คาด แสดงว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯมีการขยายตัวดี ดอลลาร์แข็งค่า ราคาทองคำลดลง
- ถ้าตัวเลขค่า GDP ต่ำกว่าที่คาด แสดงว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯมีการขยายตัวไม่ดี มีโอกาสเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย นักลงทุนจะเลือกลงทุนในทองคำ ดอลลาร์อ่อนค่า ราคาทองคำปรับตัวขึ้น
- Interest Rate
- Interest Rate หรืออัตราดอกเบี้ยของเฟด
- เป็นตัวเลขที่ส่งผลให้ราคาทองคำเกิดความผันผวนอย่างรุนแรง
- ถ้าตัวเลขอัตราดอกเบี้ยของเฟดสูงกว่าที่คาด ส่งผลให้นักลงทุนเลือกลงทุนในตลาดสหรัฐฯมากขึ้น ดอลลาร์แข็งค่า ราคาทองคำลดลง เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ย
- ถ้าตัวเลขอัตราดอกเบี้ยของเฟดต่ำลง ส่งผลให้นักลงทุนเลือกลงทุนในทองคำรวมไปถึงสินทรัพย์อื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าดอลลาร์ ดอลลาร์อ่อนค่า ราคาทองคำปรับตัวขึ้น
- Unemployment Rate
- เป็นตัวเลขอัตราการว่างงานของสหรัฐฯ สะท้อนการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งมีผลต่อการพิจารณานโยบายทางการเงินการขึ้นลงของอัตราดอกเบี้ยของธนาคารสหรัฐฯ
- เป็นตัวเลขที่ส่งผลต่อราคาทองคำเช่นกัน
- ถ้าค่าตัวเลข Unemployment Rate สูงกว่าที่คาด แสดงว่ามีการว่างงานมากขึ้นเศรษฐกิจขยายตัวลดลง ดอลลาร์อ่อนค่า ราคาทองคำเพิ่มขึ้น
- ถ้าค่าตัวเลข Unemployment Rate ต่ำกว่าที่คาด แสดงว่ามีการว่างงานมากขึ้นเศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น ดอลลาร์แข็งค่า ราคาทองคำลดลง

วัฏจักรเศรษฐกิจมีระยะไหนบ้าง
อีกเรื่องที่นักลงทุนควรรู้ ก็คือ ระยะของวัฏจักรเศรษฐกิจปัจจุบันว่ากำลังอยู่ในระยะไหน เนื่องจากจะส่งผลต่อการลงทุนถ้าอยู่ในระยะที่เป็นวิกฤตทางเศรษฐกิจก็ทำให้ราคาทองคำสูงขึ้น มีทั้งหมด 4 ระยะดังนี้
- ระยะฟื้นตัว (Recovery)
- เป็นระยะที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวหลังจากที่อยู่ในภาวะตกต่ำ อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ราคาสินค้าเริ่มปรับตัวมากขึ้น เริ่มมีการจ้างงานมากขึ้น ทิศทางการลงทุนเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น
- ค่า GDP ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 ไตรมาสติดกัน เป็นสัญญาณที่สำคัญบอกว่าเศรษฐกิจเข้าสู่ระยะฟื้นตัว
- ส่งผลให้สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเริ่มปรับตัวขึ้นส่งผลให้ราคาทองคำค่อย ๆ ปรับตัวลดลง
- ระยะเฟื่องฟู (Peak)
- เป็นระยะที่เศรษฐกิจผ่านระยะฟื้นตัวมาแล้วและเริ่มมีการขยายตัว อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น มีการขยายตัวมากกว่าเงินเฟ้อ
- การเพิ่มของตัวเลข GDP เริ่มลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าหลังจากที่มีการเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง การผลิตและการจ้างงานมีตัวเลขที่สูง ส่งผลให้ประชาชนมีรายได้ดีใช้จ่ายมากขึ้น
- การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงจะให้ผลตอบแทนที่ดี ส่งผลให้ราคาทองคำเข้าสู่ภาวะปกติ ที่มีราคาสูงในช่วงไตรมาสที่ 3 และลดลงในช่วงสิ้นปีกับไตรมาสที่ 1 เหมาะกับการเกร็งกำไร
- ระยะถดถอย (Recession)
- เป็นระยะที่การเติบโตของเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว
- ตัวเลข GDP มีค่าติดลบ 2 ไตรมาสติดกัน ตัวเลขเงินเฟ้อมีค่าสูงว่าช่วงที่ผ่านมาอย่างมีนัยยะสำคัญ ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นส่งผลให้มีการจ้างงานลดลง เริ่มมีนโยบายทางการเงินที่เข้มงวดขึ้น
- ตัวอย่างเช่น ในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 จะพบว่าตัวเลข GDP ติดลบ 2 ไตรมาสติดกัน หรือการเกิดสงครามรัฐภูมิศาสตร์ (geopolitics) ที่สร้างความตึงเครียดต่อการค้า
- ส่งผลให้มีการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงลดลงและเพิ่มการลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยอย่างทองคำ ราคาทองคำจะเริ่มปรับตัวสูงขึ้น
- ระยะตกต่ำ (Trough)
- เป็นระยะที่เศรษฐกิจหดตัว ค่า GDP หดตัว มีค่าต่ำสุดใหม่ อัตราว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ประชาชนมีรายได้ลดลงมีกำลังซื้อน้อยลง จนต้องมีนโยบายทางเงินช่วยเหลือออกมา
- สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงจะปรับตัวลดลงจนน่ากลัว เพราะนักลงทุนเทขายและนำมาลงทุนในทองคำแทน ทำให้ราคาทองคำสูงสุดใหม่เกิดขึ้น

3 สัญญาณที่มีผลต่อราคาทองคำ
ถึงแม้ว่าทองคำจะเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัย แต่ก็มีความเสี่ยงในการติดดอยได้เช่นกัน ดังนั้น นักลงทุนควรทำการวิเคราะห์สัญญาณหรือปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อราคาทองคำ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 สัญญาณดังต่อไปนี้
สัญญาณระยะยาว
- พิจารณาราคาทองคำย้อนหลังกลับไปในอดีต 7-10 ปี เพื่อดูแนวโน้มหรือทิศทางของราคาทองคำได้ชัดเจนมากขึ้น
- ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความนิยมอยู่เสมอ โดยเฉพาะชาวจีนและชาวอินเดียที่จะมีการเข้าซื้อทองคำปริมาณมากทุกปี ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยที่ส่งผลบวกต่อราคาทองคำ
- การลงทุนในทองคำระยะยาวจะต้องมีการถือทองคำตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปหรืออาจจะถึงข้ามปี
- กลยุทธ์ในการลงทุน ให้ทำการทยอยซื้อในช่วงต้นปีหรือช่วงตรุษจีน จากนั้นถือยาวรอจังหวะขายในช่วงไตรมาสที่ 3 หรือช่วงสิ้นปี
- นักลงทุนบางกลุ่มก็จะทยอยลงทุนทองคำเรื่อย ๆ ถือทองคำเป็นระยะเวลาหลายปีหรือบางคนเลือกสะสมทองคำไว้เป็นมรดกแก่ลูกหลาน เพราะว่ามีความเชื่อว่าถือทองคำยาวยังไงก็มีกำไร
สัญญาณระยะปานกลาง
- พิจารณาราคาทองคำเป็นรายไตรมาส โดยศึกษาข้อมูลราคาทองคำย้อนหลัง 3 ปี ที่ผ่านมา เพื่อดูพฤติกรรมของราคาทองคำ
- ในสถานการณ์เศรษฐกิจปกติ ราคาทองคำมีปรับตัวสูงสุดในไตรมาสที่ 3 และปรับตัวลดลงในไตรมาสที่ 4 กับไตรมาสที่ 1 ของปีถัดไป โดยไตรมาสที่ 2 ราคาจะค่อย ๆ ปรับตัวสูงขึ้น
- แนะนำประเมินจากปัจจัยพื้นฐาน เช่น การเติบโตของเศรษฐกิจ, อัตราเงินเฟ้อ, สงคราม และอัตราดอกเบี้ยของเฟด
- การลงทุนระยะกลางจะมีการถือทองคำไม่เกิน 3 เดือนหรือ 1 ไตรมาส
- กลยุทธ์ในการลงทุน รอจังหวะลงทุนเมื่อราคาทองคำอ่อนตัว และรอขายทำกำไรเมื่อราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น
สัญญาณระยะสั้น
เป็นการลงทุนรายวันโดยนักลงทุนจะต้องทำการพิจารณาสินทรัพย์อื่น ๆ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลว่าราคาทองคำจะมีการเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด พิจารณาจาก 2 ปัจจัย ดังนี้
- ปัจจัยระยะสั้นที่ส่งผลแปรผกผันต่อราคาทองคำ
- ตลาดหุ้นของสหรัฐฯ ถ้าหากหุ้นปรับตัวขึ้น ราคาทองคำก็จะปรับตัวลดลง หุ้นเป็นสินทรัพย์มีความเสี่ยงและทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ราคาก็จะมีทิศทางตรงข้ามกัน
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯอายุ 10 ปี เป็นปัจจัยที่สำคัญให้มองเห็นภาพสภาวะเศรษฐกิจและทิศทางของอัตราดอกเบี้ย ถ้าผลตอบแทนขึ้น เศรษฐกิจดี ทองคำราคาลดลง
- ค่าเงินสกุลดอลลาร์ จะมีความสัมพันธ์เชิงลบกับราคาทองคำ ถ้าเงินดอลลาร์อ่อนค่าส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้น แต่ถ้าเศรษฐกิจสหรัฐฯดี ดอลลาร์แข็งค่า ราคาทองคำปรับตัวลดลง
- ปัจจัยระยะสั้นที่ส่งผลแปรผันต่อราคาทองคำ
- สกุลเงิน ก็คือ ยูโร ปอนด์ และเงินหยวน หากสกุลเงินเหล่านี้ปรับตัวขึ้น ก็จะทำให้ราคาทองคำสูงขึ้น เพราะว่าสกุลเงินเหล่านี้จะกดให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า
- ราคาน้ำมัน สำหรับราคาน้ำมันสามารถสะท้อนภาวะเงินเฟ้อได้เป็นอย่างดีหากราคาน้ำมันขึ้นต่อเนื่อง ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นราคาทองคำก็จะขึ้นด้วย

บทสรุป
จุดเด่นที่สำคัญของทองคำที่ทำให้นักลงทุนสนใจ คือ ผลตอบแทนที่สูงมากเมื่ออยู่ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ มีความเสี่ยงในการลงทุนต่ำ แนวโน้มของราคาทองคำยังคงเป็นขาขึ้น และเงินเฟ้อไม่สามารถทำอะไรทองคำได้ถึงจะมีปริมาณจำกัด ด้วยผลตอบแทนที่สูงและมีความเสี่ยงต่ำจึงทำให้ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจในตลาดโลก

